เที่ยวมาเก๊าด้วยตนเอง เที่ยวมาเก๊า มาเก๊าเที่ยว มาเก๊าทัวร์ ไปมาเก๊า Macaufunclub เที่ยว ทัวร์ มาเก๊า ข้อมูลมาเก๊า ทัวร์มาเก๊า เที่ยวมาเก๊าเอง เที่ยวด้วยตนเอง ไปเที่ยวเอง

เที่ยวมาเก๊าด้วยตนเอง เที่ยวมาเก๊า มาเก๊าเที่ยว มาเก๊าทัวร์ ไปมาเก๊า Macaufunclub ข้อมูลมาเก๊า ทัวร์มาเก๊า เที่ยวมาเก๊าเอง เที่ยวด้วยตนเอง เที่ยว ทัวร์ มาเก๊า ไปเที่ยวเอง

เรื่องราวตะลุยเที่ยวฮ่องกง-มาเก๊าด้วยตัวเอง

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ counter เช็คอินสายการบิน Orient Thai ตื่นเต้นมากครับการการเดินทางไปเที่ยวฮ่องกงครั้งแรกในชีวิต และที่สำคัญไปเองด้วย อย่างนี้เค้าเรียกว่า “เที่ยวไม่พึ่งทัวร์” โดยไปกับ แพ็กเก็จ ฮ่องกง จ่ายสบาย ๆ แต่ว่าเที่ยวคุ้ม ด้วยราคาเพียง 8,999.- ของสายการบินโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ ในการไปเที่ยวครั้งนี้ผมได้ใช้ความรู้ที่มีเกี่ยวกับฮ่องกง บวกกับไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม (ก็กลัวๆ อยู่เหมือนกันอ่ะ) เอาหล่ะมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

วันแรกของการเดินทาง 12 มีนาคม 2552
เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มาถึงที่สนามบินก่อนเวลาจะดีกว่าเลยมาถึงประมาณ บ่าย 3 น่าจะได้ โดยไปที่อาคารผู้โดยสารชั้น 4 และมาเข้าที่ประตูที่ 5 พอเค้ามาถึงก็ให้มาดูที่ป้ายครับ ว่าสายการบินโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ (OX) เค้าเช๊คอินกันที่ไหน เมื่อเห็นแล้วก็ไปที่เคาน์เตอร์เลยครับ ซึ่งของ OX เค้าเช็คอินกันที่โลว์ K ครับ โดยใช้เคาน์เตอร์ที่ K1 – K6 ผมก็เลยเข้าไปต่อแถวเลยครับ และได้เจอกับพนักงานสาวสวยของ OX เลยได้ถ่ายรูปมาให้ดูครับ

ระหว่างเดินไปที่ GATE เมื่อเช็คอินเสร็จได้รับ Boarding Pass เป็นอันที่เรียบร้อยแล้ว ดูรายละเอียดก่อนครับว่าเราจะต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตูไหน นั่งที่นั่งตรงไหน สำหรับเที่ยวบินวันนี้เราได้ประตู E2 ครับ เค้าให้เราไปถึงที่ประตูก่อนเครื่องออก 30 นาที ก็ประมาณ 16.40 น. อ่ะยังมีเวลาอีกตั้งครึ้งชั่วโมงทันน่า โอเค..จบข่าว เป็นอันรู้กัน จากนั้นก็ถึงเวลาที่จะเข้าไปช็อปปิ้งในดิวตี้ฟรีกันแล้วหล่ะครับ แต่ก่อนอื่นเราต้องผ่าน ตม. กันก่อนนะครับ สำหรับคนไทยให้เข้าคิวในช่องที่เค้าขึ้นป้ายสีเขียวๆครับ ว่า “Thai Passport” อย่าเข้าผิดช่องนะครับ ไม่งั้นเสียเวลาช๊อปปิ้งไม่รู้ด้วย เดี๋ยวหาว่าหล่อไม่เตือน หลังจากที่ผ่านจากจุดนี้ไปได้เราก็จะเข้าไปสู่ตัวอาคารของส่วนผู้โดยสารขาออกกันแล้วครับ พอเข้ามาปุ๊บ !! เราก็จะพบกับประติมากรรมที่มีชื่อว่า “พิธีกวนเกษียรสมุทร” ที่อยู่ด้านในอาคารตั้งเด่นตอนรับแขกบ้านแขกเมืองครับ ถัดไปหน่อย ถึงแล้วครับดินแดนแห่งนักช็อป สำหรับสินค้าปลอดภาษี “Duty Free” สำหรับที่นี่นักเดินทางทุกท่านสามารถซื้อสินค้าอันหลากหลายได้ตามใจชอบ และถามยังสามารถฝากของเอาไว้ได้ด้วย โดยเรามารับอีกครั้งหลังจากกลับมาถึงไทย ช๊อปกันเพลินครับ เอาโน่นเอานี่ อุ๋ย..
ดูเวลาดูอีกที อีก30 นาที 17.10 น. เวลาเครื่องออก โอ้ว…คุณพระก็ไม่ช่วย รีบกันเลยครับ แล้วก็ถึงเวลาใส่เกียร์สุนัขกันเลยครับพี่น้อง วิ่งไม่อายใคร วิ่งไม่คิดชีวิตแล้วครับ ขอตัววิ่งก่อน
แพงเกินงบ เอานี่ดีกว่า..วุ่นวายมากครับเลยลืมรีบสุด ๆ จ่ายตังค์ฝากของกันได้เป็นที่เรียบร้อยนะครับพี่น้อง
วิ่งหูตูบมาถึงจนได้ แต่เอ…ทำไมคนเยอะจัง สงสัยคงจะยังไม่ขึ้นเครื่องกัน ก็เลยเดินครับ ที่ตรงนี้ก็จะเป็นด่านสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องอ่ะครับ คือจะมีเครื่อง X-Ray โลหะและอาวุธอ่ะครับ สำหรับท่านสุภาพบุรุษครับ ที่นี่รบกวนท่านปลดเข็มขัดใส่ลงในตระกล้าด้วยนะครับ ถ้าไม่มีหวังไม่ได้ขึ้นเครื่องแน่ และสำหรับของเหลวทุกชนิด จะถูกกำจัดที่ด่านนี้ครับ เครื่องดืม , ขวดน้ำ , หรือสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าเรา เพราะว่าเราสามารถนำของเหลวขึ้นเครื่องได้เฉพาะขวดที่มีขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร และ ไม่เกิน 10 ขวดเท่านั้น ถ้าเกินมาจาก 100 มิลลิลิตร หรือเกิน 10 ขาด จะถูกเจ้าหน้าที่กำจัดทันที นอกจากนี้ยังมีประเภทของมีคมครับ ไม่ว่าจะเป็นกรรไกร , มีด , ที่ตะใบเล็บ ก็ห้ามนะครับ เอาหล่ะเมื่อผ่านมาได้แล้วก็ลงไปชั้นล่างนั่นไงเห็นเครื่องบินมาจอดรอเราอยู่นานแล้วครับ พอเห็นเครื่องก็รู้สึกดีครับ ลำใหญ่เพราะเป็น Boing 747 400 กว่าที่นั้งงั้นไม่ได้การหล่ะ ผมเลยรีบวิ่งไปที่ประตู E2 อย่างที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนครับ พอลงไปถึงปาดเหงื่อออกแล้วก็มองดูคนบริเวณนั้น โอ้วพระเจ้าเหลือแค่ไม่กี่คน ก็ใช่ซิใครจะไปช้าเหมือนเรา เค้าก็ขึ้นเครื่องไปกันจนจะหมดแล้วเหลืออยู่ไม่กี่คน แต่ยังโชคดีครับที่ผมไม่ใช่คนสุดท้าย ยังมีอีกหลายคนที่สายกว่าผมอีก อิอิอิ ไม่งั้นนะ ตอนขึ้นเครื่องไปแล้วเป็นคนสุดท้าย ผมคงจะต้องตาย เพราะว่าถูกประณามด้วยสายตาของคนที่นั่งรออยู่นับร้อยแน่ ๆ เนื่องจากเที่ยวบินนี้ผู้โดยสารเต็มลำครับ

พอขึ้นเครื่องแล้วก็มองหาที่นั่งเลยครับ เป็นเพราะว่าโชคช่วยหรือไม่ก็คงทำบุญมาดี ผมได้ที่นั่งติดกับประตูฉุกเฉิน เพราะว่าที่นั่งตรงนี้จะเป็นที่นั่งที่กว้างมากครับ เหียดขากันได้สุดกู่เลยทีเดียว และก็ไม่ติดกับห้องน้ำครับ เพราะอะไรเหรอ คุณรู้มั้ยครับ มันจะเป็นการทรมานอย่างมากครับถ้าเราได้นั่งข้างห้องน้ำ คือนอกจากกลิ่นที่มันจะโชยตามออกมาหลังจากที่แต่ละคนทำธุระแล้ว ยังหาความสงบสุขไม่ได้ตลอดการเดินทางเลยครับ เพราะว่าจะมีผู้โดยสารท่านอื่น ๆ มาเข้าห้องน้ำตลอดเวลาจนเครื่องจะลงนั่นแหละถึงจะหยุด (ขอบ่นหน่อย)

ถึง Gate แล้วเตรียมขึ้นเครื่องสายการบิน Orient Thaiอาหารบนเครื่องเป็นข้าวกล่องโออีชิ แอร์ก็น่ารักดี :)

เอาหล่ะครับเข้าเรื่องดีกว่าพอนั่งได้สักพัก ประตูเครื่องก็ปิดลง ไอ้เราก็รัดเข็มขัดเรียบร้อย สักพักก็มีลูกเรือออกมาสาธิตการใช้อุปกรณ์และเครื่องช่วยชีวิตยามเกิดเหตุไม่คาดฝันอ่ะครับ สิ้นสุดการสาธิต เครื่องก็ทำการเคลื่อนออกจากที่จอด แล้วก็วิ่ง TAXI ไปตามรันเวย์ให้เราได้เห็นอาคารต่าง ๆ ของสนามบิน พอได้ที่เครื่องตั้งลำได้แล้วก็ทำการทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บินไปได้สักพักพอเครื่องไต่ระดับถึง 37,000 ฟุต จากน้ำทะเล บันดาลูกเรือก็ทำการเสริฟอาหารครับ เป็นอาหารกล่องจากโออิชิ น่ากินมาก มี 2 เมนูให้เลือกครับระหว่างข้าวหมูเกาหลี และข้าวไก่เทอริยากิ สำหรับผมเหรอ “น้องพลับขอ 2” ใครจะมองใครจะว่าก็ไม่สนครับของฟรีกินบนความสูงแบบนี้ เอาซะหน่อยครับ นอกจากนั้นก็ยังมีถั่วอบกรอบครับ อร่อยมาก ดูจากรูปก็รู้ว่าผมกินไปกี่ถุง อิอิอิ พออิ่มก็ตามประสาอ่ะครับนอนครับ ขอตัวนอนก่อนครับ หนังท้องตึงหนังตาหย่อน….มารู้สึกอีกทีก็ตอนล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์อ่ะครับ ขณะที่เครื่องกำลัง TAXI เข้าที่จอดนั้น ผมเลยถือโอกาสจัดแจงเตรียมความพร้อมก่อนลงจากเครื่อง เช็ดหน้าเช็ดตาด้วยผ้าเย็นที่ลูกเรือคนสวยเค้าแจกให้ตอนขึ้นเครื่องใหม่ๆ และก็เตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นใบ ตม. , พาสปอต เรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะลุย ในใจก็กลัวนะ เพราะว่านี่เป็นการมาฮ่องกงครั้งแรก มาแบบลุย ๆ ตัวคนเดียว ประมาณเที่ยวไม่ง้อทัวร์อ่ะ นั่งพล่ามไปคนเดียวได้ไม่นานนักประตูเครื่องก็เปิดออกครับ โอ้ว….ฮ่องกง….ฉันมาแล้ว….พอลงจากเครื่องสมองผมก็เริ่มจะทำงานหนักอีกครั้งแล้วครับ ในใจคิดว่าเราจะต้องไปทางไหนหว่า? จะหลงหรือทางเปล่า? แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เดินตาม ๆ เค้าไปก็คงจะได้ แต่ที่ไหนได้ครับ พอลงจากเครื่อง เดินไปได้ไม่ทันไร ก็มีป้ายบอกทางครับว่าให้เลี้ยวไปทางไหน เดินไปยังไง ใครที่หลงนะก็แย่แล้วครับ ป้ายเยอะมากๆๆๆ…. ไม่หลงแน่นอน คอนเฟิร์ม….!!! เดินมาตามป้ายครับ เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวเลี้ยวขวา เดี๋ยวขึ้นบันไดเลื่อน เดี๋ยวลงบันไดเลื่อน สุดท้ายป้ายก็นำเรามาถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่คอยรับส่งผู้โดยสารภายในอาคารของสนามบิน แอร์เย็นฉ่ำสบายดีครับ ไม่เหนื่อยไม่ต้องเดินไกล ๆ คนก็ไม่เบียดกันมาก ในใจก็นึกไปถ้าบ้านเรามีอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ขึ้นมาได้ไม่นานครับ รถไฟก็นำเรามาถึงตัวอาคารหลักของสนามบินครับ จัดแจงลงรถแล้วเดินไปตามลูกศรชี้ อึดใจเดียวท่านก็จะไปยืนอยู่ตรงหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองอ่ะครับ…

ถึงที่สนามบินฮ่องกงแล้ว
ถึงฮ่องกงสะที

พอมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็เห็นคนต่อคิวกันไม่น้อย แต่ที่นี่ทำงานกันเร็วครับ แถวเลยลดลงอย่างรวดเร็ว ผ่านมาได้แล้วครับ ไม่ถูกส่งกลับประเทศ เลยรีบออกมาข้างนอกครับเพื่อมารับกระเป๋าจะได้รีบเข้าที่พัก เพราะว่าเริ่มจะง่วงและเหนื่อยกับการเดินทางเต็มทน เดินออกจาก ตม. มานิดเดียวก็จะเป็นเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวฮ่องกง มีเอกสารแจกเต็มเลยครับ แวะหยิบมาบ้างดีกว่า เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเราบ้าง จากนั้นก็เดินไปรับกระเป๋าครับ แต่ก่อนอื่นมันต้องไปรับที่สายพานไหนเนี่ย? ไม่ยากครับดูป้ายอีกแล้ว มองดูอยู่สักพักพอเห็นว่าต้องไปที่ไหนก็รีบไปรับกระเป๋าแล้วก็ไปยังจุดนัดหมายเลยครับ ของผมให้ไปพบเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ B13 ครับ ถ้าเป็นเคาน์เตอร์ดังกล่าวให้พวกเราออกที่ประตู B ครับ พอออกมาก็จะเป็นเคาน์เตอร์ดังกล่าวอยู่ตรงหน้าเลย แต่ว่าถ้าใครได้เอกสารที่บอกว่าให้ไปพบที่เสาต้นที่เท่าไหร่ก็ว่าไป ให้เลี้ยวไปทางซ้ายครับ จะเป็นไปเสาพลาสติก ที่ติดหมายเลยเอาไว้ ซึ่งจะมาเจ้าหน้าที่มารอรับเราอยู่ครับ นั่งรอได้สักพักก็ถึงเวลาที่รถออกครับ ก็จะมีเจ้าหน้าที่มารับและพาเราไปส่งขึ้นรถ พอขึ้นรถได้ก็นั่งแบบหมดสภาพเลยครับ เหนื่อยครับ และบนรถก็แสนจะสบายครับที่นั่งนุ่ม ๆ แอร์เย็น ๆ แบะนั่งอันกว้างขวาง นั่งไปได้ไม่นานครับรถก็มาส่งเราที่หน้าโรงแรม ขอตัวลงก่อนนะครับ

ห้องพักที่ฮ่องกง โรงแรม Dorsett Seaview ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง
ห้องพ้กสุดสวย

นี่ไงครับโรงแรมที่ผมต้องพักตลอดการเดินทางและท่องเที่ยวของผม….
พอเข้าไปในโรงแรม โห….เนี่ยเหรอโรงแรมระดับ 3 ดาว..!!! ใช้ได้นะเนี่ย สวยเอาการ ทางเดินไฟสว่าง ไม่แคบไม่ใหญ่พอดี ๆ ไม่มีกลิ่นอับ ไม่มีกลิ่นบุหรี่ พอเค้าไปในห้อง ห้องก็สะอาดมากครับ ถึงแม้จะเล็กไปหน่อย แต่ก็เข้าใจอ่ะว่าฮ่องกงมันพื้นที่จำกัด แอร์เย็นฉ่ำ ห้องไม่อับ ไม่มีกลิ่นบุหรี่ให้ปวดหัว เดินสำรวจไปยังห้องน้ำ ห้องน้ำเค้าก็สะอาดครับ จัดวางทุกอย่างเป็นระเบียบ หยิบจับง่ายต่อการใช้สอย อุปกรณ์ครบครัน เครื่องทำน้ำอุ่น ไดร์เป่าผม ฝักบัวอาบน้ำ โอ้ว…..แค่นี้ก็สุขสบายแล้วครับ ส่วนเตียงนอน ไม่ต้องพูดถึงครับ นุ่มนอนสบายไม่ปวดหลัง ผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดตา ปูผ้ากันตึงมากชนิดที่โยนเหรียญบาทไปก็กระเด้งกระดอนกันเลยทีเดียว หมอนก็สะอาดไม่มีกลิ่น เสียอย่างเดียวครับ เตียงนอนมันสั้นไปหน่อย พอล้มตัวลงนอนเท้าเจ้ากรรมมันเลยออกมาทุกทีซิน่า…ดึกแล้วอาบน้ำอาบท่านอนพักผ่อนเอาแรงก่อนดีกว่า พรุ่งนี้เริ่มโปรแกรมการท่องเที่ยววันแรกจะได้มีแรง อ้อลืมบอกไป พอไปถึงโรงแรมเจ้าหน้าที่ของโรงแรมจะบอกว่ามีคนฝากข้อความไว้ถึงท่าน ข้อความนั้นจะบอกท่านว่าในวันพรุ่งนี้รถจะมารับทานตอนกี่โมง พร้อมกับเบอร์โทรติดต่อของไกท์ที่จะพาเราไปด้วยอ่ะครับ ดูแล้วอุ่นใจดีจังว่าเราไม่ถูกทอดทิ้ง งั้นขอตัวนอนก่อนนะครับ

การเดินทางวันที่ 2 13 มีนาคม 2552


ตื่นเช้ามาอากาศแจ่มใสมากครับ อากาศเย็น ๆ สบาย ๆ แต่ทำไมวันนี้หมอกเยอะจัง เลยถามเจ้าหน้าที่โรงแรม เค้าบอกว่าฮ่องกงอากาศเปลี่ยนเร็วมากเนื่องจากเป็นเกาะ และแถมบอกอีกว่าเย็นนี้อากาศจะเย็นกว่านี้แล้วก็จะมีลมแรง ดีนะที่ผมเอาเสื้อกันหนาวตัวบาง ๆ ติดมาด้วย วันนี้ไกท์ที่จะพาเราไปเที่ยวนัดว่าจะมารับผมตอน 08.30 น. ครับ ด้วยความที่ตื่นเช้าเลยมีเวลาออกไปเดินสำรวจบ้านเมืองเค้าในตอนเช้า บ้านเมืองเค้าเป็นระเบียบมากครับ ขนาดคนจะข้ามถนน รถว่างขนาดไหนถ้าไม่มีไฟเขียวให้ข้ามเค้าก็ไม่ข้ามกันนะครับ และรถเมล์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถ 2 ชั้นครับเห็นแล้วแปลกตาดี พอถึงเวลา 08.30 น. ไกท์ท้องถิ่นก็มารับไปเที่ยวซิตี้ทัวร์ครับ เริ่มต้นด้วยการนมัสการขอพรจาก เจ้าแม่กวนอิม ที่บริเวณชายหาด REPULSE BAY ที่นี่สวยมากครับเป็นชายหาดน้ำตื่นผู้คนไม่เยอะมากสงบมากครับที่นี่ผมได้ข้ามสะพานต่ออายุด้วยครับ ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าได้ข้ามหนึ่งครั้งจะมีอายุเพิ่มขึ้น 3ปี ชมความสวยงานได้สักพัก ก็ออกเดินทางต่อไปที่ VICTORIA PEAK ชมครับเพื่อทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกง แต่เนื่องจากวันนี้หมอกลงเยอะมากไกท์ของเราบอกว่าถ้าขึ้นไปถึง PEAK รับรองว่ามองอะไรไม่เห็นแน่ เลยหยุดแวะที่จุดชมวิวแทนครับ จึงได้เก็บภาพสวย ๆ ของตึกต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮ่องกงมาเป็นที่ระลึกครับ ไปแค่ 2 ที่นี้ก็หมดเวลาไปครึ่งวันแล้ว แต่ถือว่าคุ้มนะครับ ไม่ต้องไปเองมีคนพาไปแถมแต่ละที่ที่พาไปก็สวย ๆ ทั้งนั้น

รถที่พาไป City Tour ใหม่และนั่งสบายดี สถานที่เที่ยวขึ้นชื่อของฮ่องกง Repulse Bay มาถึงก็ต้องมาขอพรเจ้าแม่กวนอิมที่ Repulse Bay นี่แหละจุดชมวิวเกาะฮ่องกงจากบนเขาที่ Victoria Peakต้นโอ๊คถ่ายคู่กับไกด์ซะหน่อยกินบะหมี่ฮ่องกง แล้วก็ไปขึ้นกระเช้านองปิง เพื่อสักการะพระใหญ่ลันเตา

เสร็จจากซิตี้ทัวร์ก็เที่ยงพอดีครับ พี่ไกท์สุดหล่อก็พาเรามาส่งที่ย่านจิมซาจุ่ย ลำลากันเสร็จเรียบร้อยก็แยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน เที่ยงแล้วท้องก็เริ่มหิว พอดีเห็นร้านบะหมีเนื้อวัว ดูท่าทางน่ากินมาก มีทุกส่วนของเนื้อวัวเลย รสชาติอย่าให้บอก อร่อยจนอยากห่อกลับไปด้วย ตกราคาก็ชามละ 38 HKD ได้ เมื่ออิ่มกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางต่อกันเลยครับจุดหมายของเราในบ่ายวันนี้อยู่ที่พระใหญ่วัดโป่วหลินครับ วิธีการเดินทางก็ง่ายครับขึ้นรถ MTR ที่สถานี Tsim Sha Tsui แล้วไปลงที่สถานี Tung Chung การขึ้นใต้ดินที่ฮ่องกงก็คล้าย ๆ กับบ้านเรา พอออกจากใต้ดินให้ออกที่ Exit B จะเจอห้าง City Gate Mall ด้านหน้าจะมีน้ำพุเต้นระบำ (เหมือนหน้าห้างพารากอนเลย) ซึ่งเป็นจุดสังเกตุใหญ่ ให้เดินไปทางซ้ายของห้างครับ จะเห็นป้ายชี้ให้ไปขึ้นกระเช้า พอพ้นตัวอาคารก็ให้มองไปทางขวามือครับ จะเห็นเป็นทางขึ้นเป็นบันไดเลือนสูง ๆ เมื่อขึ้นมาด้านบนแล้วก็จะเป็นบริเวณสำหรับที่จำหน่ายบัตรขึ้นกระเช้า ซึ่งราคาก็จะแบ่งออกไปตามวันธรรมดากับวันหยุด ตอนนั้นที่ผมไปตรงกับวันธรรมดาก็เลยถูกหน่อย 96 HKD เมื่อได้ตั๋วแล้วก็มองไปข้างหน้าจะเป็นทางขึ้นกระเช้าครับ งั้นผมขอตัวไปต่อคิดขึ้นกระเช้าก่อนนะครับ

เอาหล่ะขึ้นกระเช้าได้แล้ว ตื่นเต้นมากครับ ทำไมเหรอ..ก็มันสูงมากครับเล่นทั้งข้ามทะเลข้ามภูเขา กระเช้าคันหนึ่งนั่งได้ประมาณ 10 คน ครับแต่วันที่ผมไปไม่ค่อยมีคนทางเจ้าหน้าที่เลยให้ขึ้นได้คนละ 1-2 คน บนกระเช้าเราสามารถมองวิวทิวทัศน์ได้ 360 เลยครับ และยังเห็นวิวของสนามบินได้จากมุมนี้ด้วย ยังมีอีกวิธีนะ!!!..ถ้าใครไม่อยากขึ้นกระเช้าและชอบการผจญภัย จะมีทางเดินเท้าครับ ใครสร้างไว้ไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ มีคนเดินกันเยอะเหมือนกันนะครับ นั่งมาได้สักพักประมาณ 30 นาทีก็มาถึงแล้วครับ พอเดินออกมาจากสถานีก็จะพบกับหมู่บ้านวัฒนะธรรมก่อนเลยซึ่งจะมีร้านค้ามากมายทั้งของกินของที่ระลึกและจุดถ่ายรูป เดินผ่านหมู่บ้านมาไม่นานก็มาถึงทางที่จะขึ้นไปนมัสการองค์พระ เดินขึ้นบันไดไปทั้งหมดประมาณ 240 ขั้น (อาจจะนับผิดไปบ้างนะครับ เพราะว่าระหว่างที่เดินขึ้นเดินลงไม่ได้ตั้งใจนับเพราะว่ามัวแต่ถ่ายรูปกัน ก็เลยหลง ๆ ลืม ๆ ) พอขึ้นมาถึงด้านบนก็หายเหนื่อยครับ เพราะว่าวิวบนนี้สวยมาก และทั้ง 2 ฝั่งขององค์พระใหญ่ จะมีรูปปั้นเทวดา ผั่งละ 3 องค์ แสดงการถวายความเคารพอยู่ ซึ่งดูแล้วน่าเลือมใสมากครับ ใช้เวลาอยู่ที่นานพอสมความครับ ต้องรีบกลับแล้วเพราะว่ากระเช้าคันสุดท้ายหมดตอน 18.00 น. และอีกอย่าง วันนี้เรามีนัดตอนเย็นที่อเวนิวออฟสตาร์ด้วยครับ กระเช้านองปิง สักการะพระใหญ่ (Big Buddah)

ชมแสงสีเกาะฮ่องกงยามค่ำคืน และรอยมือคนดังที่ Avenue of Stars


อ่ะ..ฮ่า..และแล้วคำคืนแห่งสีสรรค์ก็มาถึง เริ่มกันที่ย่านช๊อปปิ้งที่ขึ้นชื่อก่อนดีกว่า ว่า ว่า ว่า ว่า ว่า ว่า ว่า ว่า ว่า “จิม ซา จุ่ย” ชื่อนี้คุ้นหูคนไทยมั้ยครับ ต้องคุ้นแน่ เพราะว่าย่านนี้มีสินค้าขายเพียบทั้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมและไม่มีแบรนด์ รองเท้า กระเป๋า ร้านอาหาร ฟิตเนส โอ้ย…เยอะแยะมากครับ ถัดมาใกล้ ๆ กันก็เป็น “โอเชี่ยนเทอร์มิเนอร์” ที่นี่จะเป็นท่าเรือสำราญ เรื่อใหญ่มากๆครับ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นเนี่ยแหละ และที่นี่ยังเป็นห้างอีกด้วยโดยจะมีร้านขายของเล่นอย่าง Toy R Us อยู่ที่นี่ด้วยอ่ะครับ นอกจากนั้นยังมีร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดัง ๆ อีกเยอะ จะว่าไปก็เหมือนๆ กับห้างสยามพารากอนอ่ะครับ ประมาณนั้น และสาเหตุที่ฮ่องกงเป็นสวรรค์ของนักช๊อปนั่นเพราะว่าที่ฮ่องกงเป็นแหล่งปลอดภาษี เค้าจะไม่เก็บภาษีนำเข้าดังนั้นสินค้าต่าง ๆ ที่นี่จึงมีราคาที่ไม่แพงนักเมื่อเปรียบเที่ยบกับบ้านเราและบางรุ่นบางแบบก็ไม่มีเอาเข้ามาขายในบ้านเรา ใกล้ถึงเวลา 20.00 น.แล้วครับการแสดง “Symphony of Lights” ก็จะเริ่มขึ้นแล้วการแสดงนี้ถือว่าสุดยอดครับ สวยงามมากเป็นอีกหนึ่งการแสดงที่ไม่น่าพลาดเลย ถึงแม้จะใช้เวลาในการแสดงแค่ 15 นาทีก็ตามพอการแสดงสิ้นสุดก็แยกย้ายส่วนผมขอตัวไปเดินเล่นที่ถนน“Avenue Of Star” ที่นี่จะมีรอยเท้า+รอยฝ่ามือเหล่าดาราฮ่องกงประทับเอาไว้มากมาย ลองหาดูนะครับ ดูเวลานี่ก็ 3 ทุ่มกว่าแล้ว ท้องเริ่มหิวแล้ว ไปหาอะไรกินก่อนดีกว่าครับ
สำหรับอาหารค่ำของผมในค่ำคืนนี้ผมเลือกที่จะมาหาอะไรกินที่ย่านไนท์มาร์เก็ต ที่นั่นนอกจากของกินจะเยอะแล้ว ยังเป็นแหล่งช๊อปปิ้งในยามค่ำคืนของคนนอนดึกอีกด้วย สินค้าที่นี่จะมีให้เลือกหลากหลายมากไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับโดยจะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ ๆ คือ เลดี้มารเก็ท ซี่งจะเป็นสินค้าเกี่ยวกับเสื้อผ้า,กระเป๋า,เครื่องประดับ,ของที่ระลึก ต่างๆ มากมายโดยจะเน้นหนักไปทางของใช้ผู้หญิง อีกโซนคืน สปอร์ทสตรีท เป็นถนนที่ขายเกี่ยวกับอุปกรณ์ กีฬาทั้งเส้นเลย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า หมวก และโซนสุดท้ายก็จะเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมายให้เลือกจับจ่าย ทีนี้เรามาว่าเรื่องของกินกันดีกว่าครับ ที่ตลาดไนท์มาร์เก็ทนี้ก็จะมีพวกลูกชิ้นทอด หลายร้านอยู่เหมือนกันครับ แล้วแต่ว่าท่านจะเลือกร้านไหนรับรองรถชาติไม่คุ้นลิ้นคนไทยอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็น้ำจิ้มหล่ะครับ ออร์เดิฟ ผ่านไปแล้วต่อไปก็มามื้อใหญ่แล้วหล่ะครับ ที่นี้เริ่มมองหาร้านข้าวที่มีโต๊ะนั่งแหละ ร้านแถวนี้ดีนะครับ มีรูปมีราคาโชว์อยู่หน้าร้าน ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะทานอะไร ภายในร้านก็ตกแต่แบบง่าย ๆ น่านั่งครับ อาหารราคาก็ไม่แพงครับ ประมาณ 19-20 HKD ส่วนน้ำที่นี่ก็จะนิยมกินเป็นชานมครับ ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น ก็ 10 HKD เหมือนกัน งั้นขอตัวหม่ำ ๆ ก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่พรุ่งนี้เช้าครับ แล้วผมจะพาไปเที่ยวมาเก๊ากันครับ
ทานข้าวเย็นง่ายๆใกล้แหล่งช้อปปิ้งยามค่ำคืน

การเดินทางวันที่ 3 14 มีนาคม 2552

ตื่นมาแต่เช้าครับวันนี้ อากาศแจ่มใสมากครับ วันนี้เราต้องตื่นแต่เช้ากันหน่อยครับเพราะว่าจะต้องออกไปฝั่งมาเก๊าด้วย แต่ว่าก่อนไปมาเก๊าเราจะแวะไปไหว้พระกันก่อน ที่วัดหวังต้าเซียน โดยนังรถ MTR ไปลงสถานี Wong Tai Sin และออกที่ทางออก B3 ออกมาทางนี้จะเจอห้างให้เลี้ยวขวาก็จะเจอทางเข้าวัด ว่ากันว่าใครที่ได้มาขอพรที่เกี่ยวกับสุขภาพที่วัดนี้ จะสมหวังกันทุกรายไป ยังไม่หมดครับจากนั้นก็ไปต่อกันที่วัดนางชี ว่ากันว่าที่วัดนี้ตรงข้ามมีสวนสาธารณะที่สวยงามมาก และที่นี่ก็อยู่ห่างจากวัดหวังต้าเซียนไปแค่สถานนีเดียวเอง นั่ง MTR จากสถานี Wong Tai Sin แล้วไปลงที่สถานี Diamond Hill และออกที่ทางออก C2 พอออกมาก็จะเจอห้าง Plaza Hollywood ให้เลี้ยวขวา แล้วให้เดินไปตามป้ายบอกทาง สำหรับสวนของวัดนางชีเป็นการตกแต่งสวนที่สวยมาก โดยใช้ศิลป์ตกแต่งแบบญี่ปุ่มผสมผสานกับสไตล์การจัดสวนแบบจีน และสำหรับวัดนางชีที่อยู่ตรงข้ามนั้นก็มีความสวยงามไม่แพ้กันเลยครับ ตั้งเด่นเป็นสง่า สายแล้วครับ เราต้องรีบทำเวลาเพราะว่านี่จะเก้าโมงแล้วเดี๋ยวสายเดี๋ยวขึ้นเรือเที่ยว 10.00 ไม่ทัน ว่าแล้วก็รีบเดินกลับไปขึ้น รถ MTR ไปลงรถที่สถานี Tsim Sha Tsui ครับ แล้วก็ออกประตู A1 เดินผ่านด้านหลังสวน นิดหนึ่ง 

เดินผ่านด้านหลังสวนมาหน่อยนึงก็มาถึงถนนใหญ่ครับ ให้เราไปที่ท่าเรือ Chaina Ferry Terminal เพื่อขึ้นเรือของบริษัท First Ferryท่าเรื่อนี้ก็หาไม่ยากครับให้เข้ามาที่ห้าง Chaina Hong Kong City แล้วขึ้นมาที่ชั้น 1 เราก็จะเจอกับห้องจำหน่ายตั๋วครับ ซึ่งก็จะมีให้ซื้อตั๋วตรงกับเจ้าของบริษัทเอง หรือว่าจะซื้อกับตัวแทนจำหน่ายก็ได้ครับ เพราะว่าราคาก็เท่ากันครับ อันที่จริงบริษัทเรือที่ไปมาเก๊ามีด้วยกัน 2 บริษัทครับ แต่ว่าเช้านี้เราจะลองไปบริษัทนี้ก่อนครับ แล้วขากลับเราค่อยกลับอีกบริษัทหนึ่ง ราคาก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากครับ เมื่อซื้อตั๋วได้แล้ว ก็ไปเช็คอินครับ ตกลงไปทันรอบ 10.30 น.ผ่านเช็คอินแล้วก็ไปด่าน ตม.ขาออกของฮ่องกงครับ แล้วก็เข้ามารอใน Gate ซึ่งตอนเช็คอินนั้น เค้าก็ได้ระบุที่นั่งให้เราแล้ว และใน Gate นะครับ ก็มีร้านค้าปลอดภาษีให้เราได้เลือกซื้อของด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นเหล้าและบุหรี่อ่ะครับ ก็เลยไม่ค่อยน่าสนใจ นั่งรอได้ไม่นานครับก็ได้เวลาเรียกขึ้นเรือ ก็เดินไปเข้าแถวครับ บรรยากาศภายในเรือก็ดีนะครับ สะอาดสะอ้าน เก้าอี้ก็บุด้วยหนังนั่งได้สบายมาก แอร์ก็เย็น ๆ แถมยังมีพนักงานคอยต้อนรับและเป็นกันเอง บริการสุภาพด้วยครับ….


และแล้วก็มาถึงครับ พอลงเรือผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้เรียบร้อยแล้วก็ออกมาสู่โลกภายนอกครับ ออกมานอกท่าเรือ ก็ต้องตกใจกับบรรดารถโค๊ชของคาสิโนหลากยี่ห้อครับ ที่มาจอดรอรับนักท่องเที่ยวกันมากมาย อากาศที่นี่เย็นสบายดีครับ อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 20-25 ครับมีลมอ่อน ๆ และก็มีแดดด้วย ได้การหล่ะ ผมเลยกระโดดขึ้นรถคันสีแดงสดใสของWynn Macao ครับ เพราะรู้มาว่า ถ้าขึ้นรถไปลงที่นี่เราสามารถต่อไปที่อื่นได้ง่ายขึ้น แล้วก็ประหยัดตังค์ไปได้เยอะด้วยครับ และแล้วรถก็มาจอดหน้าโรงแรมครับ มองไปโดยรอบโอ้ว…เป็นอย่างที่ว่าจริง ๆ ด้วย ทางขาวมือของโรงแรมเป็นโรงแรมแกรนด์ริชบัว ขวามือเป็นมาเก๊าทาวน์เวอร์ และก็ถัดจากโรงแรมแกรนด์ริชบัวไปหน่อยก็เป็นเซ็นนาโดว์สแควร์ และด้านหลัง Wynn ก็เป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมครับ ถือว่าทั้งหมดเดินเท้าถึงกันได้หมดเลยครับ
และที่ Wynn ก็จะมีการแสดงน้ำพุเต้นระบำทุก ๆ 15 นาที ครับ สวยมาก ประกอบกับเสียงดนตรี มีคนดูมากมายเลยครับ บรรยากาศโดยรอบก็สวยครับ เป็นสวนสวย มีต้นไม้และไม้ประดับสวยมาก

นั่งเรือ Ferry ข้ามมายังเกาะมาเก๊า

รถบริการของโรงแรมในมาเก๊า

เดินชมความอลังการในมาเก๊า เวเนเชียน (The Venetian Resort)

สิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการเยือนมาเก๊า 1. ทาร์ตไข่  2.ชมวิหาร St'Paul 3.เดินเล่นที่ Senado Square

ที่เซนนาโดว์สแควร์ผู้คนเยอะมากครับ คงเป็นเพราะว่าวันที่ไปเป็นวันเสาร์อ่ะครับ เลยมีคนมาเยี่ยมชมเยอะ แต่ที่แน่ ๆ คนไทยที่มาเที่ยวเยอะมาก เดินไปไม่เท่าไหร่ก็เจอคนไทย แต่ว่าคนมาเก๊าเองเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนะครับ และถ้าเราออกสำเนียงไม่ถูกก็จะทำหน้า งง ใส่เราเสียอีกต่างหาก ที่นี่นะครับ เราสามารถใช้เงิน ฮ่องกงได้ครับ แต่ต้องระวังให้ดีนะครับ เค้าจะทอนเรามาเป็นเงินมาเก๊าครับ และเวลาเราเอาไปแลกคืน เราเองที่จะต้องขาดทุนอ่ะครับ ขาดทุนไปประมาณ .2 อ่ะครับครับ ถ้ามาถึงที่นี่นะครับ ไม่อยากให้ทุกคนพลาดกับการได้ลิ้มรถทาร์ตไข่ครับ อร่อยมากครับ ยิ่งร้อน ๆ นะครับ อร่อยอย่าบอกใคร ตกราคาแล้วก็ชิ้นและ 5 HKD อ่ะครับ แถมมีร้านขายให้เลือกหลายร้านด้วย นอกจากทาร์ตไข่แล้วก็จะมีประเภท หมูแผ่น ถั่วตัด ขนมตุ๊บตั๊บอ่ะครับ

วัดอาม่า วัดที่ใครๆก็ต้องไปเมื่อเยือนมาเก๊า

เมื่อเสร็จจากเซ่นนาโดว์สแควร์แล้วก็ขึ้น TAXI มาที่วัดอาม่าครับ ยังไงต้องมาที่วัดนี้ให้ได้ครับ เพราะถือว่าวัดนี้เป็นวัดประจำมาเก๊า ที่ใคร ๆ มาแล้วก็ว่าไหว้อาม่าที่วัดนี้ ก็เหมือนเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของมาเก๊ากันเลยครับ เยี่ยมชมกันได้สักพักก็ต้องขึ้น TAXI กลับไปที่ท่าเรืออ่ะครับ เพราะอะไรเหรอครับ เรามีนัดไปต่อกันที่เวเนเชียนไงครับ
พอมาถึงที่ท่าเรือก็เดินมาขึ้นรถฟรีกันอีกแล้ว เพราะว่าทางเวเนเชียนก็ใจดีครับ มีรถโค๊ชปรับอากาศคันใหญ่ ๆ มารับเราให้เข้าไปเยียมชม กันแบบไม่เสียตังค์ พอมาถึงที่เวเนเชียน ถือว่าคุ้มครับ เพราะว่าถ้ามาถึงมาเก๊า หัวเด็ด อะไรขาดยังไง ก็ต้องมาที่นี่ให้ได้ครับ ทั้งยิ่งใหญ่ ทั้งสวยงาม พูดไม่ถูกครับ ต้องมาได้สัมพัสด้วยตัวเองครับ แต่ยังไงเราก็ต้องทำเวลาครับ เพราะว่าเรือที่เราจะกลับเที่ยวสุดท้ายหมดตอน 18.30 น. ครับ จึงไม่ค่อยได้พูดอะไรมากครับ เดิน ๆ ถ่าย ๆ รูป กันอย่างเดียว เก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด 
เสร็จแล้วก็มาขึ้นรถโค๊ชกลับที่ไปท่าเรือครับ
เมื่อมาถึงที่ท่าเรือก็ขึ้นมาที่ชั้น 2 ครับมาซื้อตั๋วของบริษัท Turbo Jet ครับ มีแต่คนบอกว่าเรือบริษัทนี้ดีนักดีหนา ก็เลยอยากลองขึ้นดูครับ เมื่อซื้อตั๋วเช็คอินแล้วก็ผ่านด่านอะไรได้เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาขึ้นเรือครับ เนื่องจากเราไปใกล้เวลาเรือออก เราเลยไม่ต้องรอนาน พอขึ้นไปนั่งบนเรือ ลักษณ์ก็คล้าย ๆ เรือที่เมื่อเช้ามาเลยครับ แต่เวลาที่นั่งนั้น ใช้เวลาสั้นกว่าเมื่อเช้าประมาณ 15 นาที่ เพราะว่าเมื่อเช้าเรามา เราใช้เวลาไป 45 นาที แต่ขากลับ เราใช้เวลาไป 30 นาทีเองครับ ก็ถือว่าเร็วกว่า แต่ถ้าถามว่าเรือและบริการดีไหม ก็เหมือน ๆ กันนะครับ และเมื่อมาถึงที่ฮ่องกง เรือก็จะมาจอดที่ห้าง Shun Tak Center ครับ แต่กว่าจะออกจากด่านที่นี่ได้ก็เล่นเอาจะอ้วกเหมือนกัน เพราะว่าต้องขึ้นไปชั้น 4 ก่อนแล้วค่อยลงมาใต้ดิน และกว่าจะเดินไปถึง MTR ก็เล่นเอามึนเหมือนกันครับ ประกอบกับดึกแล้วด้วยครับ หิวก็หิว เมาเรือก็นิดหน่อย เดินเนี่ยเรียกว่าขาจะพันกันเลยทีเดียว และเมื่อมาถึงที่ฮ่องกง เรือก็จะมาจอดที่ห้าง Shun Tak Center ครับ แต่กว่าจะออกจากด่านที่นี่ได้ก็เล่นเอาจะอ้วกเหมือนกัน เพราะว่าต้องขึ้นไปชั้น 4 ก่อนแล้วค่อยลงมาใต้ดิน และกว่าจะเดินไปถึง MTR ก็เล่นเอามึนเหมือนกันครับ ประกอบกับดึกแล้วด้วยครับ หิวก็หิว เมาเรือก็นิดหน่อย เดินเนี่ยเรียกว่าขาจะพันกันเลยทีเดียว

เรือ Turbo Jet ที่ท่าเรือมาเก๊า


หาอะไรเติมลงท้องได้แล้วก็เริ่มแล้วครับ ตะลุยราตรีอีกรอบ เป็นรอบเก็บตกครับ ก็เลยเอาวิถีชีวิตของคนฮ่องกงมาฝากครับ เกี่ยวกับการขึ้นรถเมล์ของคนที่นี่ครับ ที่นี่นะครับ การขึ้นรถเมล์ รถจะจอดตรงป้ายของเค้าเท่านั้น ป้ายไหนก็ป้ายนั้น ไม่มีการจอดผิดป้าย อย่างเช่น ถ้าเราจะไปสาย A21 เราก็ต้องไปยืนตรงป้ายที่เขียนว่า A21 และถ้ารถเมล์มาเห็นมามีคนรอที่ป้าย รถก็จะเข้ามาจอด แต่ถ้าเรายืนผิดป้าย ต่อให้เราโปกให้ตาย เค้าก็ไม่จอดให้ครับ และถ้าเรามองขึ้นไปบนตึกระหว่างทางที่เราเดินผ่านย่านนาธานนะครับ เราก็จะเป็นบ้านเรือนของผู้คนฮ่องกงเค้าครับ จะตากผ้าตากผ่อนกัน เห็นแล้วก็แปลกตาดี เพราะว่าถ้าเราไม่สังเกต มัวแต่มองมุมธรรมดา เราก็จะเห็นแต่สิ่งส่วยงามครับ อิอิอิ เดินไปหน่อยครับ ตรงถนน Temple St เราก็จะพบกับดงหมอดูครับ ตั้งกันเป็นเต็นท์เลยครับ เป็นถนนทั้งสายเลยครับเห็นแล้วก็แปลกตา ไปอีกแบบ ได้ครั้นเราจะเข้าไปนั่งดูก็กระไรอยู่ เพราะไม่รู้เค้าจะดูให้เราเป็นภาษาอะไร อิอิอิ เลยเดินผ่าน และก็ได้แค่ถ่ายรูปดีกว่า ชักเริ่มง่วงแล้วครับ เหนี่อยด้วย พรุ่งนี้กลับแล้ว งั้นเอาเป็นว่า ผมคุ้มกับการมาเที่ยวฮ่องกงครั้งนี้แล้วครับ ผมขอตัวกลับไปนอนก่อนดีกว่า…..
ตะลุยช้อปปิ้งยามค่ำคืนต่อที่ฮ่องกง

รุ่งเช้าครับ รถนัดเรามารับตอน ตี 4 เพราะว่าเครื่องออกตอน 08.00 น. ก็เลยต้องตื่นกันเช้าหน่อยพอรถมารับครับ ก็เห็นคนอื่น ๆ นั่งมาด้วยแสดงว่าไปรับมาจากที่อื่นแล้วเหมือนกัน แต่ละคนหลับกันสนิทเลยครับ และแล้วรถก็มาส่งเราที่สนามบินครับ ได้กลับบ้านแล้วครับงานนี้ ผมไม่พูดอะไรอ่ะครับ ไปดูบอร์ดก่อนเลยครับว่าเค้าเปิดเช็คอินที่เคาน์เตอร์ไหน พอรู้แล้วว่าเป็นโลว G ก็รีบไปเลยครับ และเมื่อเช็คอินเสร็จแล้วก็เข้า Gate เลยครับ ไปเตรียมตัวอยู่ในนั่นดีกว่าครับ จะได้ไม่ตกเครื่อง ก็เช่นเดิมครับ นั่นรถไฟไปที่ Gate ครับ คงเป็นเพราะว่าตอนเช้าด้วยอ่ะครับ คนก็เลยยังน้อย ๆ อยู่ พอมาถึงก็เห็นแล้วครับ เครื่องมาจอดรอเราอยู่ ได้กลับบ้านแล้วครับ ดีใจจัง
ขึ้นเคื่อง Orient Thai กลับกรุงเทพ ถึงแต่เช้าไปทำงานช่วงบ่ายได้สบายๆ พอได้ขึ้นเครื่อง ก็ได้พบกับลูกเรือคนไทยที่เราคุ้นเคย นั่งไปได้สักพัก ก็เริ่มแล้วครับ บริการอาหารและเครื่องดื่ม ตามสไตล์ของ โอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์ ส่วนขากลับนี้มือเช้าก็จะเป็นอาหารเบา ๆ ครับ เป็นแซนวิชทูน่า และก็สลัดผัก อร่อยดีครับ แล้วก็น้ำส้ม กาแฟร้อน ถือว่าทำให้อยู่ท้องไปได้หน่อย 
เมื่อทานเสร็จแล้ว ก็เริ่มลงมือนอนแล้วครับ มาตื่นอีกทีก็ถึงไทยแล้วอ่ะครับ 
ลงเครื่องผ่านด่านต.ม. ก็รับกระเป๋า อย่างที่เคย ๆ แล้วก็ออกมาด้านนอกครับ กลับบ้านไปนอนหลับเป็นตาย ตื่นมาอีกทีก็เย็นกันเลยทีเดียว อิอิอิ

สรุปนะครับ การไปเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ในคราวนี้ขอผม ถือว่าได้เป็นการเปิดโลกอันแคบของผม ให้กว้างขึ้น ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเอง และทำให้เราได้รู้ว่าเพื่อนบ้านยังมีอะไรอีกเยอะให้เราได้ศึกษา ถ้ามีโอกาสผมก็อยากจะหาที่อื่นไปอีก อย่างน้อยเราก็นำความรู้ที่ได้มาจากการเที่ยวครั้งนี้มาใช้ประโยชน์กับกับทำงานของเราได้อ่ะครับ

ที่สุวรรณภูมิ

Repulse Bay กระเช้านองปิง

วัดหวังต้าเซียน

ถนนนาธาน Nathan Road บนเกาะฮ่องกง

Avenue of Stars

Lady Market

วิหาร St'Paul มาเก๊า

มาเก๊า: ทางเข้าวัดอาม่า

มาเก๊า: Casino

มาเก๊า: Senado Square

มาเก๊า: Senado Square

มาเก๊า: เวเนเชี่ยน (The Venetian Resort)

ฮ่องกง: Lady Market

ฮ่องกง: ดูดวง

มาเก๊า: ภายในเวเนเชียน

มาเก๊า: ภายในเวเนเชี่ยน

ฮ่องกง: Avenue of Stars

เมืองมาเก๊า เขตปกครองพิเศษของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ทางโปรตุเกสได้ส่งมอบให้กับทางการจีนเมื่อ 19 ธันวาคม ค.ศ.1999 หากพูดถึง “มาเก๊า” สิ่งที่หลายๆคนนึกได้เป็นอย่างดีคือ บ่อนการพนันและคาสิโนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก ซึ่งดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวมาเยือนมาเก๊าได้ตลอดทั้งปี แต่นอกจากคาสิโนและบ่อนการพนัน “มาเก๊า” ยังเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่หลากหลายความรู้สึกและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายให้กับบรรดานักท่องเที่ยวที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นภาพของความงดงามของศิลปวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตก แถมยังมีมนต์เสน่ห์แห่งความเชื่อและความศรัทธาของศาสนาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ทำให้ “มาเก๊า” กลายเป็นอีกเมืองที่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและตกตะลึงไปกับมนต์เสน่ห์ของเมือง
“มาเก๊า” ดินแดนสองวัฒนธรรมที่ถูกจับตามองว่าจะมีการพัฒนาและเติบโตไปในทิศทางใด มาเก๊าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่เพียงธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ที่เฟื่องฟู การท่องเที่ยวและการจัดระเบียบชุมชชของมาเก๊ายังดำเนินควบคู่กันไปอย่างพอเหมาะ โดยที่ไม่ลืมที่เหลียวหลังมองรากเหง้าความเป็นแก่นแท้ของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้มาเก๊าวันนี้เป็นหนึ่งดินแดนที่น่าสนใจของเอเซีย
ที่มาของชื่อและตำนาน “มาเก๊า”

กว่าจะเป็นชื่อ “มาเก๊า” มีต้นกำเนิดมาจาก “อาม่า” องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า “อาม่า” องค์นี้คือ “หลิงม่า” หญิงสาวฟูเจี้ยนที่วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือ “เอ้าเหมิน” ตามชื่อในภาษาจีน โดยการขอโดยสารมากับเรือลำเล็กๆ ของชาวประมงชราคนหนึ่ง ระหว่างที่หลิงม่าล่องเรือโดยสารมาด้วยนั้น เกิดพายุขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้เรืออับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์จากฟากฟ้าทำให้เรือที่หลิงม่าโดยสารมานั้นเข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย และทันทีที่หลิงม่าก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่งเธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ทำให้ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อว่า หลิงม่า คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นมาดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับขนานนามว่า “อ่าวของ อาม่า” หรือ “อา-หม่า-เก๊า” ที่ออกเสียงเพี้ยนมาเป็น “มาเก๊า” ในปัจจุบัน
มาเก๊า.. อดีตอาณานิคมที่อิสระที่สุด

ในอดีต “มาเก๊า” เป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมง ชนชาติดั้งเดิมที่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะมาเก๊าแห่งนี้นั้นเป็น ชาวจีนกวางตุ้งและฟูเจี้ยน จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 16 โปรตุเกส ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรบทางทะเลที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์และเป็นนักเดินเรือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในช่วงนั้นจะมีพ่อค้าชาวโปรตุเกสหลายคนเข้ามาบุกเบิกในแถบทวีปเอเชียอย่าง วาสโด ดากามา ที่เดินทางบุกเบิกมาถึงช่องแคบมะละกา ในปีค.ศ. 1513 จอร์จ อัลวาเรส ชาวโปรตุเกสคนแรกของที่เดินเรือมาถึงดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล แต่การเดินทางเข้ามานั้นโปรตุเกสต้องผ่านอุปสรรคมามากกว่า กว่าจีนจะให้การยอมรับและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวโปรตุเกสกับชาวจีน ติดต่อเพื่อทำการค้าที่สร้างความพึงพอใจให้กับจีนอย่างมาก ไม่นานมาเก๊าก็กลายเป็นดินแดนแห่งแรกที่ชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนตะวันออกไกล
ในปี ค.ศ.1533 นายพันเอก ลีโอเนล เดอ โซซ่า ทหารเรือชาวโปรตุเกสได้ลงนามทำสนธิสัญญากับเจ้าเมืองกวางตุ้งโดยในสนธิสัญญามีข้อตกลงอยู่ว่าหากโปรตุเกสสามารถปราบโจรสลัดและและทำการยึดเมืองที่โจรสลัดครอบครองไว้ได้สำเร็จ จีนจะอนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาทำการค้า ซึ่งในที่สุดโปรตุเกสก็สามารถยึดเมืองมาเก๊าอันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของโจรสลัดได้จริงๆ โปรตุเกสจึงมีโอกาสเข้ามาสร้างอาณานิคมอยู่ใน “มาเก๊า” ตามข้อตกลง นับตั้งแต่ปีค.ศ.1557 เป็นต้นมา
ตลอดระยะเวลาแห่งการครอบครอง ใครๆ มักจะพูดกันว่า มาเก๊าเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส แต่โปรตุเกสกลับคิดว่า มาเก๊าคือหนึ่งจังหวัดที่อยู่ทางโพ้นทะเลเท่านั้น ซึ่งแม้จะมีการแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่ แต่ชาวพื้นเมืองก็มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่
โปรตุเกสทำการบุกเบิกให้มาเก๊ากลายเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญและนำพาความเจริญในทุกด้านเข้ามาสู่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ในยุดนั้นถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มาเก๊าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องและอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมของตะวันตก สังเกตได้จากคฤหาสน์ที่โอ่อ่า โบสถ์เก่าแก่ศิลปะแบบบารอค ความยิ่งใหญ่ของป้อมปราการ รวมไปถึงถนนสายคดเคี้ยวสไตล์ยุโรปที่ปูด้วยกระเบื้องและหิน แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็ยังคงลักษณะศิลปกรรมตามแบบจีนเอาไว้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ยังคงปรากฏทำให้มาเก๊ากรุ่นไปด้วยมนต์เสน่ห์ของความเป็นยุโรปกลางเอเชีย
หลังจากมาเก๊าได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า พวกมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาก็ใช้ที่นี่เป็นสถานที่เผยแผ่ศาสนาไปยังประเทศจีนและญี่ปุ่น ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้นักล่าอาณานิคมชาติต่างๆ ต้องการเข้ามาแย่งชิงมาเก๊าไปจากโปรตุเกส แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกำลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง มาเก๊าจึงคงอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสมาได้เป็นเวลายาวนานกว่า 400 ปี วิถีชีวิตของชาวมาเก๊าดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งวันที่โปรตุเกสพลิกประวัติศาสตร์ด้วยการทำพิธีส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.1999 นับจากวันนั้น มาเก๊าก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเขตปกครองพิเศษของจีนอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงสภาพทางการเมืองการปกครองในรูปแบบของหนึ่งประเทศสองระบบ ส่งผลให้มาเก๊าโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่งการผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมอย่างลงตัวที่สุด ตลอดระยะเวลากว่า 400 ปีแห่งการครอบครอง “มาเก๊า” เป็นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรมมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัวที่สุด จึงนับว่า “มาเก๊า” เป็นเมืองยุโรปใจกลางเอเชียอย่างแท้จริง
และต่อไปนี้จะขอเสนอ ที่เที่ยวที่น่าสนใจของ มาเก๊า ที่จะทำให้เราได้ซึมซับถึง วัฒนธรรม ทั้งสอง ระหว่าง ตะวันออก และ ตะวันตก ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวที่สุด มาเป็นเวลานานกว่า 500 ปี

รูปปั้นพระเจ้าแม่กวนอิม ปรางค์ทอง (GUAN IM STATUE)

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ปรางค์ทอง ที่ตั้งอยู่ริมทะเล หันหน้าเข้าหาฝั่ง เจ้าแม่กวนอิมองค์ทองสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ มีความสูง 18 เมตร หนักกว่า 18 ตัน ประดิษฐานอยู่บนฐานดอกบัวดูงดงามอ่อนช้อยสะท้อนกับแดดยามเย็นเป็นประกายเรืองรอง เหลืองอร่ามงดงามจับตา แต่หากเพ่งมองดูดีๆจะเห็นว่าเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้เป็นเจ้าแม่กวนอิมลูกครึ่ง คือปั้นเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิม แต่ว่ากลับมีพระพักตร์เป็น หน้าพระแม่มารี ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเป็นเจ้าแม่กวนอิมที่โปรตุเกส ตั้งใจสร้าง ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับมาเก๊าในโอกาสที่ส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีน นั่นเอง
วัดอาม่า (เจ้าแม่ทับทิม) (A-Ma Temple)

วัดอาม่า หรือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ตั้งอยู่บริเวณเขาบาร์รา สร้างขึ้นเพื่อเป็นการถวายสักการะแก่อาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล และเป็นศูนย์รวมจิตใตชาวมาเก๊า ภายในมีก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งแกะสลักเป็นรูปเรือสำเภาโบราณ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงว่า เป็นจุดที่เจ้าแม่อาม่าย่างเท้าก้าวขึ้นสู่ผืนดินมาเก๊า นอกจากนี้ยังประกอบด้วยซุ้มประตูแห่งการรำลึก หอสวดมนต์ หอแห่งความเมตตา หาเจ้าแม่กวนอิม และศาลาเซิ้งเจ้าชานหลิน ที่ล้วนอุทิศให้แด่เทพศักดิ์สิทธิ์องค์ต่างๆ
บริเวณหน้าวัดมีรูปปั้นสิงโตหินอยู่ 2 ตัว เชื่อกันว่าหากใครได้หมุนลูกแก้ว ที่อยู่ในปากสิงโตไปทางขวา 3 ครั้ง พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน แล้วจะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ชาวประมงก่อนออกเดินเรือ จะต้องมาทำการสักการะ เพื่อขอพรให้เดินทางโดยปลอดภัย และหาปลากลับมาได้มากๆ วัดอาม่า ก่อร่างมาก่อนที่ประเทศมาเก๊าจะถือกำเนิด นับเป็นตัวแทนอันน่ายกย่องในการบอกเล่าถึงวัฒนธรรมจีนที่หล่อหลอมอยู่ในศรัทธาแห่งลัทธิเต๋า ขงจื้อ พุทธศานา และความเชื่อในเทพ
ในช่วงวันเกิดอาม่า (A-Ma Festival) ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนเมษายน หรือพฤษภาคมของทุกปี วัดแห่งนี้จะคักคักไปด้วยผู้คน
ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ( Ruins of St.Paul’s )

วิทยาลัยเซนต์ปอลก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1594 เป็นมหาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเชียตะวันออก และปิดลงในปี ค.ศ.1762 เหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อปี 1835 ทำให้วิทยาลัยเซนต์ปอลที่อยู่ติดกับโบสถ์ได้กลายเป็นซากที่ถูกไฟไหม้ทำลาย โดยหลงเหลือยู่เพียงฟาซาดด้านหน้าของโบสถ์มาแตร์ เดอี (Church of Mater Dei) ที่สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ.1602-1640
โดยรวมแล้ว โบสถ์มาแตร์ เดอีเดิม วิทยาลัยเซนต์ปอล (St.Paul’s College) และป้อมปราการ (Mount Fortress) เป็นสิ่งปลูกสร้างของพระนิกายเยซูฮิต และตั้งใจก่อร่างให้เป็นดั่งอะโครโปลิสแห่งมาเก๊า ซากโบราณสถานที่ยังหลงเหลืออยู่ของวิทยาลัยเซนต์ปอล คือ ประจักษ์พยานการก่อตั้งมหาวิทยาลัยของตะวันตกในภูมิภาคตะวันออกไกล และได้รับการวางหลักสูตรการศึกษาไว้อย่างพิถีพิถัน ขณะที่ซากโบสถ์เซนต์ปอลที่หลงเหลือปัจจุบันถูกนำมาใช้ดุจดั่งแท่นบูชาประจำเมือง และนับเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก และพบที่นี่ “มาเก๊า” เพียงแห่งเดียวในโลก และ เปิดให้ชมตั้งแต่ 09.00-18.00 น.
จัตุรัสเซนาโด้ (Senado Square)

เป็นศูนย์รวมของชาวเมืองมานับศตวรรษและยังคงเป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองยอดนิยมทั้งหลาย ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารสภาสูงเดิมและวัดซำไก ทั้งบ่งบอกถึงความร่วมมืออย่างแข็งขันของชุมชนชาวจีนท้องถิ่นที่มีต่องานราชการเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในเรื่องของการคลุกเคล้าทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวมาเก๊า โดยอาคารรายรอบจัตรัสเซนาโด้ล้วนเป็นอาคารสไตล์นีโอคลาสสิคที่ทาสีพาสเทลอันอ่อนโยน และการปูพื้นถนนด้วยกระเบื้องเป็นลอนคลื่น ที่เปรียบเสมือนท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ สะท้อนถึงบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ย่านการค้าเซนาโด้สแควร์จัดว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่รวมไว้ซึ่งร้านค้าต่างๆ มากมาย ทั้งแฟชั่น แบรนด์เนม ร้านแผงลอย เฟอร์นิเจอร์โบราณ อัญมณี เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ เรียกว่าจะหาซื้ออะไรในมาเก๊า มาที่นี่ที่เดียวก็ได้ครบทุกสิ่งอย่าง
เดอะ เวเนเชียน รีสอร์ท (THE VENETIAN RESORT)

The Venetian เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน สิงหาคม 2007 ที่นี่เป็นทั้งโรงแรม รีสอร์ท คาสิโน แหล่งบันเทิงสารพัด รวมไปถึงเป็นแหล่งช็อปปิ้ง สินค้าแบรนด์เนมชั้นนำ
The Venetian เป็นผลกำไรจาก Sands Casino โรงแรมห้าดาวที่เปิดมาก่อนหน้า THE VENETIAN ไม่นานนัก ไม่เกิน 6 เดือน กำไรที่มากมายนั้นเอง ทำให้บอร์ดบริหารเกิดความคิดบันดาล โรงแรม, รีสอร์ท, ความบันเทิงครบวงจร ระดับ 6 ดาวแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยเงินทุนประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่โรงแรม The Venetian มีเนื้อที่มากกว่า THE VENETIAN ที่ ลาสเวกัส ประมาณ เท่านึง โดยมีพื้นที่ถึง 9.8 แสนตารางเมตร ภายในตกแต่งด้วยบรรยากาศแบบเดียวกัน โดยจำลองเมืองเวนิส ของอิตาลี เข้ามาไว้อยู่ในอาคาร และ มีห้องพักมากถึง 3,000 ห้อง
มีเปิดบริการคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ขนาดกว้างถึง 51,000 ตารางเมตร หรือ พอ ๆ กับ สนามฟุตบอล มีทั้งโต๊ะพนัน กว่า 100 โต๊ะ และ สล็อตแมชชีน กว่า 3,500 เครื่อง
ในส่วนของTHE GRAND CANAL มีร้านค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย การตกแต่งเหมือนกับที่เวนิส ในประเทศอิตาลี โดยมีลำคลอง และบริการพายเรือ กอนโดล่าให้บริการพาชมบรรยากาศ พร้อมขับกล่อมด้วยเสียงเพลงสไตล์โอเปร่าจากฝีพายน้ำเสียงยอดเยี่ยม
จัตุรัสเซนต์ออกัสติน ( St.Augustine’s Square )

จัตุรัสเซนต์ออกัสติน จัตุรัสที่รายล้อมด้วยอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์เซนต์ออกุสติน , โรงละครโดมเปโดร ที่ห้า , โรงเรียนสอนศาสนาเซนต์โจเซฟ และหอสมุดเซอร์โรเบิร์ต โฮ ตุง ถนนทางเดินปูด้วยหินก้อนกลมๆ ที่เชื่อมย่านนี้เข้าด้วยกัน ที่สะท้อนถึงภูมิทัศน์ของถนนในบรรยากาศแบบโปรตุเกสโบราณได้อย่างดี
โบสถ์เซนต์ ดอมินิค ( St.Dominic’s Church )
โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1587 ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์พระแม่มารี (Brotherhood of Our Lady of Rosary) โดย 3 บาทหลวงนิกายโดมินิกัน ชาวสเปนที่มาจากอะคาปุลโกในเม็กซิโก และเป็นโบสถ์ที่ได้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ A Abelha da China (The China Bee) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาโปรตุเกสฉบับแรกบนแผ่นดินจีน ในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ.1822 ส่วนหอระฆังด้านหลังอาคารได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา (Museum of Sacred Art) มากถึง 300 ชิ้น
มหาวิหาร ( Cathedral )
โครงสร้างดั้งเดิมสร้างด้วยวัสดุผสมระหว่างดินและฟาง ว่ากันว่าสร้างขึ้นในราวปี ค.ศ.1622 และได้รับการซ่อมแซมใน ค.ศ. 1743 โดยระหว่างการปฏิสังขรณ์ในปี ค.ศ.1780 มหาวิหารได้ย้ายการบริการทางศาสนาไปที่หอสวดเก่าของโฮลีเฮ้าส์เป็นการชั่วคราว ภายใต้แท่นบูชาในโบสถ์มีกระดูกของบิชอปหลายคนจาดศตวรรษที่ 16 และ 17 ฝังอยู่ ฟาซาดด้านหน้ามหาวิหารโดดเด่นด้วยเสาฝาผนังและหอระฆังคู่ที่ยื่นออกมายังถนน ภายนอกอาคารหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์จากเซี่ยงไฮ้และหน้าต่างกระจกสีเท่านั้น ช่วยให้อาคารโบสถ์ขนาดใหญ่ ขนบธรรมเนียมก่อนมาเก๊าจะกลับไปเป็นประเทศจีนนั้น มีอยู่ว่าผู้ว่าราชการของมาเก๊าคนใหม่ทุกคนจะต้องมาที่มหาวิหารเพื่อวางคฑาข้างๆรูปของพระแม่มาเรีย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 07.30-18.30 น.
สิ่งที่ห้ามพลาด เมื่อมาเยือนมาเก๊า

EGG TART หรือ ทาร์ตไข่ ที่เค้าว่ากันว่า อร่อยที่สุดในโลก ด้วยเทคนิคและวัสถุดิบในการทำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ รสชาติของทาร์ตไข่นั้น นุ่ม หวาน ละมุนลิ้น จนหยุดไม่ได้จริง ๆ

Enter your email address:

Delivered by FeedBurner

E-mail: macaufunclub@gmail.com